‘ถ้าคุณอยากวิ่ง
วิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ให้มาวิ่งมาราธอน’ วลีนี้คุ้นๆเหมือนเคยได้ยินหนุ่มหน้าใสพูดไว้ไหม
ฟังดูเว่อร์เหลือเกิน จะอะไรนักหนากับแค่วิ่ง แค่ออกกำลังกาย
มันจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนสักเท่าไหร่กันเชียว
ฉันไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรมาเปลี่ยนชีวิตฉันได้
มันก็ไม่ถึงขั้นว่าตั้งแต่เกินมาจนโตเป็นสาวชีวิตฉันจะไม่เคยเปลี่ยนแปลง เจอค่ะ
เจอตลอดเวลา ทั้งเรื่องดี
เรื่องร้ายถึงขั้นเรื่องแย่ๆเกิดกับตัวฉันมาแล้วนักต่อนัก
แล้วตัวฉันเองก็เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิตที่ได้พบเจอ ฉันล้ม แล้วลุก
เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ก็หลายครั้ง (ฟังดูเว่อร์มาก แต่ขอบอกว่าเรื่องจริง)
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลองคิดทบทวน
ยังไม่เคยมีสักครั้งหรือสักเหตุการณ์ที่มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ‘เออ..ชีวิตกูเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ’
| สถานที่ ที่ไม่เคยคิดว่าจะมายืน |
ชีวิตใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า
จากที่ร้องไห้ก็หยุดร้อง หรืออารมณ์ที่แบบ เอาวะ..เริ่มต้นใหม่ ไอด้อนแคร์อะไรแบบนั้น
แต่ ชีวิตใหม่ที่ว่านี้ มันคือ ชีวิตใหม่จริงๆ ชีวิตที่เปลี่ยนไป
เปลี่ยนตัวเราเป็นคนอีกคนที่เราไม่เคยคิดว่าเกิดมาชีวิตนี้เราจะเป็น หรือ
เราจะทำมันได้
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นเรื่องรูปร่าง
ณ วันนี้น้ำหนักชั่งเช้านี้คือน้ำหนักที่ต่ำที่สุดในรอบ 12 ปีของฉัน (ฉันอ้วนมา 12
ปี โถๆ) ผู้หญิงที่พยายามลดความอ้วน ลดน้ำหนักมาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะผอม
(ด้วยตัวเอง)ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ ฉันทำมันได้ และก็ขอยกเครดิตให้กับการวิ่งจริงๆ
| ภาพถ่ายเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปัจจุบันยังคงแห้งลงอย่างต่อเนื่อง |
เมื่อเสพติดการวิ่ง
มีเป้าหมายในการวิ่งโดยเฉพาะการอยากลองวิ่งฟูลมาราธอนสักครั้งในชีวิต
มันก็จะเกี่ยวเนื่องไปถึงการพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้ไปวิ่ง เมื่อต้องต่อสู้กับ
‘ความรู้สึกอยากวิ่ง’ ไลฟ์สไตล์ของตัวเองก็จะเปลี่ยนไปเองอย่างเสียมิได้
ถามว่ามันถึงกับต้องใช้คำว่าอุทิศ ทุ่มเทเลยไหม สำหรับฉันมันไม่ถึงขนาดนั้น
เพราะไม่มีใครบังคับ มันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึก ‘อยากวิ่ง’
มากกว่า ‘ต้องวิ่ง’
| แสงแรกยามเช้าที่มักตรึงใจเสมอ |
จากผู้หญิงที่เฮฮาปาร์ตี้
ถ้าถามว่าปาร์ตี้เลเวลไหน พูดให้เห็นภาพก็คือ ทุกครั้งต้องสุด ถ้าไม่สุด
นางไม่กลับ แต่การวิ่งเปลี่ยนให้ฉันเลือกที่จะนอนตั้งแต่หัววัน อย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินเที่ยงคืน
เพื่อจะขุดตัวเองให้ตื่นตอนตีห้า เตรียมตัวออกไปวิ่งทุกวันหยุด ฉันสามารถตื่นขึ้นมาตอนตี
3 เพื่อเตรียมตัวไปวิ่ง แทนการกลับถึงบ้านตอนตี 3
และฉันไม่เคยรู้สึกเสียดายที่ต้องพาตัวเองมาอยู่บนถนนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นแทนการนอนขดอยู่ในผ้าห่ม
เพราะบรรยากาศยามเช้ามันสวยงามจริงๆ
การวิ่งมันทำให้
‘ฉันรักตัวเองมากขึ้น’ จากผู้หญิงที่ไม่กลัวการทำร้ายตัวเอง
และเคยทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆนาน แต่วันนี้ ฉันรักตัวฉัน ฉันรักร่างกายของฉัน
ฉันอยากมีขาที่พาฉันวิ่งไปไกลๆ
ฉันชอบความรู้สึกเวลาหัวใจเต้นแรงเพราะมันทำให้รู้สึกว่า ฉันมีชีวิตอยู่ และรักการมีชีวิต
ไม่จำเป็นต้องไปถึงมาราธอน
ชีวิตใหม่ก็เวียนมาให้พบเจอ อย่างไรก็ดี จะกลับมาเล่าอีกที ว่าหลังจากมาราธอนแล้ว
..มันจะใหม่ยิ่งกว่านี้ไหม
คงจะจริงอย่างที่มูราคามิว่าไว้
"Most
runners run not because they want to live longer, but because they want to live
life to the fullest"
แล้วคุณล่ะ..พบชีวิตใหม่แล้วหรือยัง?