Showing posts with label Foot Fit Journey. Show all posts
Showing posts with label Foot Fit Journey. Show all posts

Saturday, March 11, 2017

[Foot Fit Journey] เรื่องเล่าจาก Everest Base Camp Trekking: Day 8 Lobuche – Gorakshep - EBC

 “วันที่เหยียบ Everest Base Camp

[24 ธันวาคม 2559] Lobuche (5,000m) – Gorakshep (5,164m) – Everest Base Camp (5,364m)




วันคริสต์มาสอีฟ เลยรู้สึกสดใสเป็นพิเศษ เราออกเดินทางจาก Lobuche ประมาณ 8 โมงเพื่อไปให้ถึง Gorakshep ก่อนเที่ยง จะได้พักกินข้าวแล้วค่อยเดินต่อไป EBC ในตอนบ่าย วันนี้จะเป็นวันที่เราถึงจุดหมายของเราแล้ว นั่นก็คือ Everest Base Camp เลยทำให้วันนี้รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ ลืมอาการเหนื่อย อาการล้าไปได้ชั่วขณะ

เมื่อคืนนอนหลับไม่ค่อยสนิท ซึ่งไกด์กมาบ่นให้ฟังว่าทุกครั้งที่มาพักที่นี่เค้าจะนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะเริ่มอยู่ในระดับความสูงที่มากกันแล้ว ก็จริงนะ ตั้งแต่เดินขึ้นสูงมาเรื่อยๆ แม้จะเหนื่อยแค่ไหนเราก็จะหลับไม่สนิท มันจะหลับๆตื่นๆตลอดคืน แต่ก็ต้องพยายามบังคับตัวเองให้นอนให้ได้ เพราะรู้ว่ามีระยะทางยาวไกลรอเราอยู่ในวันรุ่งขึ้น


ทางเดินไป Gorakshep

อาจจะด้วยเพราะความสูง และการที่หลับไม่ค่อยเพียงพอ ทำให้เราไม่ค่อยอยากอาหาร เรากินน้อยลงมาก และบางทีก็เลือกที่จะไม่กินอะไรเลยในตอนเช้า เพราะกินไม่ไหวจริงๆ มันยากที่จะกลืนอะไรลงคอทั้งนั้น และพอไม่กิน มันก็ทำให้ระหว่างทางเดินไม่มีแรง บางครั้งรู้สึกเหนื่อยมาก เดินไม่ไหว ก็เลยหยิบเอาขนมที่พกมาเข้าปาก หูยยย short bread ที่พกมาแม่งอร่อยมากก อร่อยจนร้อง..อื้มมม ออกมาดังๆ นี่ที่กูไม่มีแรง คือกูหิวนั่นเอง

ทางเดินวันนี้มีแต่หิน ทรายและพุ่มไม้เตี้ยที่ดูแห้งแล้งมาก บรรยากาศเข้าใกล้ดาวอังคารไปทุกที ประกาศ (ไกด์ของเรา) บอกว่าทางที่เรากำลังเดินอยู่นี้ เราเดินบน Khumbu Glacier หรือหินใต้เท้าเรานั้นคือน้ำแข็งนั่นเอง ทางเดินนั้นเดินยากมาก ไม่มีทางที่ชัดเจน ต้องก้าวไปนก้อนหินทีละก้อนและต้องเล็งให้ถูกว่าก้อนที่แกเหยียบลงไปนั่นน่ะมันจะไม่เคลื่อนตัว


ร่องรอยจารึกบนทึกความทรงจำของผู้ชิต EBC

นั่งอ่านแล้วก็เพลินดีนะ

เรามาถึง Gorakshep ประมาณ 11 โมง แวะเข้าที่พักเพื่อเก็บข้าวของและกินอาหารเที่ยงก่อนจะเดินต่อไปยัง EBC ในตอนบ่ายและจะกลับมานอนค้างที่นี่ โรงแรมน่าจะเป็นโรงแรมยอดฮิตดูได้จากของที่ระลึกที่คนฝากไว้มากมาย มีของคนไทยด้วยนะ นั่งอ่านแล้วก็เพลินๆดี สมกับที่ EBC เป็นจุดหมายที่ใครหลายคนใฝ่ฝันว่าจะมาเหยียบมาเยือนสักครั้งในชีวิต ความตื่นเต้นที่ว่าเรากำลังจะไปถึง EBC แล้วทำให้ลืมความเหนื่อยไปได้ชั่วคราว




การที่ไม่ต้องแบกข้าวของติดตัวไป EBC ทำให้การเดินง่ายขึ้นเยอะ เราทิ้งของที่คิดว่าไม่จำเป็นเอาไว้ในห้องพัก พกไปแค่น้ำ ทิชชู่ และขนมนิดๆหน่อยๆไว้เติมพลัง แล้วก็เอากระเป๋าให้ลูกหาบสะพายแทน สบายตัวล่ะ ตลอดทางที่เดินไปก็อารมณ์ดีเริงร่า เพราะตื่นเต้นกับจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปถึง แต่ทางมันก็ช่างเวิ่งว้าง มองไม่เห็นจุดหมายเลยจริงๆ จนประกาศชี้ให้เห็นว่า ตรงนู้นน่ะ คือ base camp แล้ว อีกนิดเดียวเอง




อีกนิดเดียว ... แต่ภาพที่เห็นนี่คืออยู่ด้านล่างๆลิบๆ ให้ลองนึกภาพตามว่าตอนนี้เรากำลังเดินอยู่บนเขา และ base camp คือการต้องเดินลงเขาไป แล้วขึ้นเขาไปอีกลูก .. อีกนิดเดียวเอง .. คิดภาพตอนไปว่าท้อแล้ว คิดถึงตอนขากลับนี่หมดแรงยิ่งกว่า เพราะเราต้องกลับทางเดิม ดังนั้น เดินลงไปเท่าไหร่ แปลว่าแกก็ต้องไต่ปีนเขาขึ้นมาเท่านั้นแหละจ่ะ

จุดสีๆเล็กๆในภาพคือคน ที่เรามองลงไปเห็น

ทางเดินสุดเวิ้งว้าง


เส้นทางนี้ถือได้ว่าเป็นเส้นทางน่าขนลุก เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า มีผู้คนมากมายที่มาที่นี่เพื่อตามความฝัน แล้วได้อยู่กับฝันตัวเองตลอดไปไม่ได้กลับลงมา ตลอดทางเราจะเห็นป้ายชื่อคนมากมายวางเอาไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ แต่ถึงความรู้สึกจะชวนขนหัวลุกมากเท่าใด การปวดฉี่ก็ไม่เคยปราณีใคร ยิ่งวังเวงและหนาวเท่าใด การจะอั้นไว้ก็ยิ่งยากทวีคูณ ถ้าฉันเป็นหมา ก็บอกได้เลยว่าให้กลับมาที่นี่อีกก็ไม่มีหลงทางแน่นอน เพราะได้แสดงความทิ้งลายแทงบอกทางไว้กับหินหลายก้อนแล้ว


สภาพทางเดินตลอดทางจนไปถึง EBC

Everest Base Camp

วินาทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นที่ที่เรียกว่า Everest Base Camp ความเหนื่อยความล้าที่สะสมมาตลอด 8 วันหายไปหมด ไกด์เข้ามาจับมือแล้วกอดพร้อมพูดว่า “Congratulations you made it to the base camp!” หันมองรอบตัวแบบ 360 องศา ตัวเราหดเล็กลง เป็นเพียงแค่ส่วนนิดเดียวของโลก ภูเขาหิมะ และธารน้ำแข็งรอบตัวเราดูยิ่งใหญ่มาก ภาพเบื้องหน้าสวยงามเกินบรรยาย 


EBC 360 องศา

เราสามคน ณ EBC

เราถ่ายรูปอยู่ตรงนั้นอยู่ประมาณ 10 นาทีไกด์ก็ชวนให้เดินกลับ การเดินทางมาที่นี่ใช้เวลา 8 วัน แต่เรามีเวลาดื่มด่ำมันประมาณ 10 นาทีเท่านั้นเลยพยายามซึมซับภาพเพื่อเก็บเป็นความทรงขำให้ได้มากที่สุด เราโชคดีที่มาถึง base camp ในวันที่ท้อง
เปิดแล้วอากาศเป็นใจมาก แต่ .. หารู้ไม่ว่าเราไม่สามารถไว้ใจภูเขาได้เลย เพราะหลังจากนี้ จุดเปลี่ยนกำลังจะมาถึง ..





ระหว่างทางเดินกลับ อีกนิดก็จะถึงที่พักแล้ว อยู่ดีๆลมก็แรงขึ้นจนรู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ ภาพตรงหน้าเราคือ ลมพายุที่พัดแรงจนหมุนเป็นลูกพายุกำลังพุ่งเข้ามาหาเรา พวกเราหยุดเดินเพราะไม่สามารถสู้กับทรายที่พัดสาดเข้าหน้าได้ จนต้องยืนหันหลังจนรอให้ลมสงบซักพักแล้วค่อยเดินต่อ ที่เค้าว่าอากาศบนเขาช่วงบ่ายนั้นน่ากลัวคงจะจริง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงจนเลวร้ายได้ขนาดนี้ เราพยายามเดินเอาตัวเองต้านลมเพื่อให้ถึงที่พัก กว่าจะฝ่ามาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเลยทีเดียว


Khumbu Glacier

เส้นทางน้ำแข็งด้านหลังคือทางเดินขึ้น camp 1

ตามแผนการของเรา วันรุ่งขึ้นเราจะต้องตื่นตี 4 เพื่อเดินขึ้นยอด Kalapathar ไปดูวิวภูเขาแบบ panorama ที่ระดับความสูง 5,550 ม. ซึ่งใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 2 ชม. และเดินลงอีกประมาณชั่วโมงนึง เสร็จแล้วเราจะเดินต่อไปยัง Chola Pass และ Gokyo Lake ซึงสองจุดหมายปลายทางนั้นยากลำบากกว่า base camp อยู่มากและหากเลือกที่จะไปแล้ว เราจะเปลี่ยนใจไม่ได้ ไปแล้วต้องไปให้ถึงไม่มีทางเลือกว่าไม่ไหวแล้วเดินย้อนกลับ และตามปกติแล้ว เส้นทางที่เราต้องไปต่อนั้นจะใช้เวลา 4 วัน แต่เรามีแค่ 2 วัน ดังนั้นแปลว่าในแต่ลัน เราจะต้องเดินมากกว่าคนอื่นอีก 1 เท่าตัวเพื่อให้สามารถพิชิตสองจุดหมายนี้ได้ในเวลา 2 วัน

ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอด 8 วัน บวกกับอากาศที่เบาบางลงทุกวัน อากาศที่หนาวจนถึงกระดูก ทำให้เราเกิดอาการจิตตกและดราม่า หลังมื้อเย็นที่ต้องนั่งคุยกับไกด์ เราคุยกันถึงแผนว่าเราจะเอาอย่างไรกัน ไกด์ถามว่าจะไปต่อไหม เราไม่สามารถตอบได้ ไกด์บอกว่า “ไอคิดว่ายูทำได้” แต่เรากลับไม่แน่ใจในสภาพตัวเองจริงๆ และน้ำตาก็ไหลออกมา ไหลไม่หยุด เป็นครั้งแรกในทริปที่เรารู้สึกอ่อนแอมาก ณ ขณะนั้น ความเงียบเข้ามาครอบงำโต๊ะอาหาร และเรารู้สึกว่างเปล่า เป็นช่วงเวลาที่เหงามากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้


เราเหนื่อยเกินไปแล้ว และเราอยากกลับบ้าน..

Thursday, February 23, 2017

[Foot Fit Journey] เรื่องเล่าจาก Everest Base Camp Trekking: Day 7 Dingboche - Lobuche

วันที่ขึ้นมาถึงระดับ 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล”

[23 ธันวาคม 2559] Dingboche (4,358m) – Lobuche (5,000m)


สภาพทางเดินตลอดทริปวันนี้

เมื่อคืนปวดหัวมาก และยอมรับว่ากลัวมาก กลัวว่าจะไปต่อไม่ได้ กลัวว่าอาการแย่ลง กลัวว่าเราจะทำอย่างไรถ้าอาการหนักขึ้นจริง พยายามทำตัวให้อุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใส่เสื่อดาวน์สองชั้น รวมๆแล้วใส่เสื้อผ้านอนทั้งหมด 5 ชั้น และใช้ผ้าห่มหนาๆอีกสองพื้นทับ แทบขยับตัวไม่ได้เลยทีเดียว กิน Diamox ครึ่งเม็ดและกินไทลินนอล 8 ชม. 2 เม็ด บอกตัวเองว่า ต้องหลับ ต้องหลับ แล้วก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีคือรุ่งเช้าแล้ว จำใจต้องลุกเพราะปวดฉี่มาก


ทางเดินวันนี้เคว้งคว้างมาก

เวลาที่คนเราป่วยเรามักจะคิดถึงบ้าน เมื่อคืนเป็นวันที่คิดถึงบ้านและอยากกลับบ้านมากที่สุด เราไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว ได้ตอนนอนสวดมนต์ขอแม่พระว่าอย่าให้เราเป็นอะไรที่แย่ไปกว่านี้เลย อย่างน้อยก็ขอให้ได้ไปจนถึง base camp ตามที่ตั้งใจ แล้วจะไปต่อหรือไม่นั่นก็ขอให้มันเป็นโบนัสละกัน




ตื่นปุ๊บรีบสำรวจตัวเองปั๊บ ไม่มีอาการปวดหัวแล้ว ดีใจมาก วันนี้เลยตั้งใจจะแก้ตัวให้เดินช้าลง และกินน้ำให้เยอะขึ้น เช้ามาก็เจอแจ๊คพอตเลย ห้องน้ำในตึกห้องพักน้ำหมด ไม่มีน้ำใช้เลยเข้าส้วมไม่ได้ ต้องลงมาเข้าห้องข้างล่างที่อยู่ด้านนอก หลังจากกินอาหารเช้า พยายามจะต้องเข้าห้องน้ำให้สำเร็จก่อนออกเดินทาง จำใจเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกกลางแจ้งที่เป็นส้วมรวมสำหรับทุกกกกคน สูดหายใจ กลั้นหายใจ เอาผ้าบัฟปิดก็แล้ว แต่สุดท้ายเกือบเอาชีวิตไม่รอด เดินเข้าไปแล้วอ้วกแทบพุ่งเลยทีเดียว ไม่มีอารมณ์นั่งบิ๋วให้ภารกิจสำเร็จ สรุป .. เช้านั้นเลยไม่ได้ระบายของเก่าออกเลย




วันนี้เดินพะอืดพะอมตั้งแต่เช้าเพราอะไรไม่รู้ อาจเป็นเพราะอาหารเช้าหรือร่างกายยังไม่โอเคดี หรือร่างกายเริ่มต้นเข้าสู่โหมดไม่โอเคกับความสูงแล้วก็เป็นได่ อากาศระหว่างทางเดินวันนี้เย็นขึ้นมาก จากปกติที่ใส่เสื้อฟลีซแขนยาวตัวเดียวเดิน วันนี้มาครบทั้งดาวน์ outer shield หมวก และถุงมือ ใส่จนถึงบ่ายแล้วค่อยถอดเอาดาวน์ออก เดินกันตัวกลมเลยทีเดียว

แต่งตัวจัดเต็มสุด

วันนี้เปิดประสบการณ์ครั้งแรกหลายอย่าง อย่างแรกคือ “อ้วกแตกกลางทาง” หลังจากพะอีดพะอมมาตั้งแต่เช้า พอมื้อเที่ยงกินมาม่าเกาหลีลงไปเท่านั้นแหละ สงสัยมันจะเก่าเก็บเกินไป กินแล้วไปเดินขึ้นยาวๆทรมานเป็นที่สุด ทนพิษบาดแผลไม่ไหว อ้วกพุ่งซะจนไกด์กับลูกหาบตกใจ พออ้วกออกเท่านั้นแหละ ร่าเริงขึ้นเป็นคนละคน รู้งี้อ้วกตั้งนานละ


โคเรียน ราเมนทำพิษ


อย่างที่สองคือ การใช้ส้วมธรรมชาติ ด้วยความที่กลัวจะแย่เพราะ AMS อีกเลยกินน้ำถี่มาก ผลคือได้รับประสบการณ์การต้องถอดกางเกงนั่งลงฉี่ท่ามกลางขุนเขา มันเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีนะ พอเราเดินขึ้นเขาสูงไปเรื่อยๆ หมู่บ้านตามทางมักจะอยู่ห่างออกไปน้ำก็ต้องกินเพื่อลดอาการแพ้ความสูง กินน้ำเยอะก็ต้องปวดฉี่เป็นปกติ ไม่ไหวก็ต้องหาโขดหินที่พอบังสายตาได้ แล้วก็รอจังหวะที่ไม่มีคนเดินตามมา บอกให้ไกด์และลูกหาบเดินล่วงหน้าไปก่อน พอมีครั้งแรกแล้ว จะบอกว่าครั้งต่อๆมานี่ไม่มีความเขินเลยนะ กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ะโกนบอกไกด์แล้วผลุบหายเข้าโขดหินไปเป็นอันเข้าใจตรงกัน


ทางเดินบางช่วงเป็นน้ำแข็ง

ระหว่างทางเดินวันนี้ ในหัวไม่คิดอะไรเลย นอกจากเดินแล้วท่องบทสวดมนต์อยู่ในใจ เราเดินสวดบทวันทามารีอาตลอดทาง (เราเป็นคาทอลิคค่ะ) สวดวนไปมา เส้นทางเดินวันนี้เคว้งคว้างกว่าเดิม ตลอดทางแทบไม่เจอคน เจอแต่ Yak เยอะแยะมากมาย มันเป็นสัตว์ที่น่ารักดีนะ 







เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ความสูงระดับ 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สิ่งต่างๆรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ ไม่มีต้นไม่สูงแล้ว จะเป็นแค่พุ่มไม้เตี้ยๆและแห้งแล้งมาก จริงๆตั้งแต่จาก Pangboche ขึ้นมาต้นไม้ก็เร่มเตียลงเรือยๆแล้วล่ะ และทางเดินก็เป็นดินทรายจริงๆ มบางทีที่คิดว่านี่กูเดินอยู่ดาวอังคารหรือเปล่า เหมือนฉากหนังเรื่อง Martian ยังไงยังงั้น คนก็ไม่มี รอบตัวก็แห้งแล้งเหลือเกิน วังเวงพิลึก

สภาพความแห้งแล้ง

รูปถ่ายคือตัวแทนความคิดถึงที่ดีที่สุด ..

ช่วงบ่ายระหว่างนั่งอยู่ในห้องพักและไม่มีอะไรทำ และเหมือนเคย ไกด์สั่งว่าห้ามนอน เลยเปิดมือถือนั่งดูรูปไปเรื่อยๆ หลายๆรูปทำให้เราคิดถึงคนในภาพ อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่รู้ว่าความคิดถึงจะเดินทางไปถึงไหม แต่มีเรื่องมากมายอยากเล่าให้ฟัง อยากได้กอดแน่นๆและบอกกับเราว่า “ไม่เป็นไร เธอทำได้อยู่แล้ว”


บางคนก็เลือกเดินทางคนเดียว

ที่พักคืนนี้คึกคักมาก

พรุ่งนี้จะเป็นวัน Christmas Eve แล้ว และเราจะไปถึง base camp แล้ว เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนะ เรารู้สึกเหงามาก เป็นคริสมาสต์ปีที่เรารู้สึกอยู่ไกกับครอบครัว ไกลจากคนที่เรารักมากที่สุด แต่อีกความรู้สึกหนึ่งคือ สิ่งที่เราฝันและตั้งใจ มันใกล้จะสำเร็จแล้ว




Saturday, February 18, 2017

[Foot Fit Journey] เรื่องเล่าจาก Everest Base Camp Trekking: Day 6 Pangboche - Dingboche

 “ครั้งแรกกับการเจอโรคแพ้ความสูงเล่นงาน”

[22 ธันวาคม 2559] Pangboche (3,985m) – Dingboche (4,358m)


ระหว่างเส้นทางเดินวันนี้

ตื่นมาเช้านี้ด้วยอาการอึนๆ เบื่อๆ นี่เราเดินทางมาแค่ 6 วันเองนะ แต่ทำไมกลับมีความรู้สึกเบื่อแล้ว อาจเพราะระหว่างทางมันไม่มีอะไรนอกจากภูเขา อ้าว.. ก็มานี่เพราะชอบภูเขาไม่ใช่เรอะ มันก็ใช่ แต่บางทีมันก็เยอะไปไง ตลอดทางมันไม่มีอะไรเลยนอกจากภูเขาที่โผล่มาทักทาย แล้วก็มีแม่น้ำที่โผล่มาทำให้ร้องว้าวบ้างในบางที นอกนั้นก็มีแต่ฝุ่น ควัน หิน ความร้อน เอาจริงๆ สำหรับใครที่ไม่ได้อยากเดินทางไกล แต่อยากเห็นแค่เอเวอร์เรสต์ มาแค่นัมเชก็พอ


สองบอดี้การ์ด

เดินกับแบบเหงาๆ แค่เราสามคน

เช้านี้ที่ Pangboche หนาวมาก หนาวกว่าทุกเช้าที่ผ่านมา หนาวจนเราไม่ยอมถอดเสื้อดาวน์ออกซักที หนาวจนเดินออกไปถ่ายรูปได้แค่แปบเดียวก็ต้องกลับเข้ามา หรือการสระผมเมื่อวานของเรามันจะเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เราป่วย?


วิวและสภาพทางเดินสำหรับวันนี้




เมื่อเกิดอาการงอแง จึงอยากกินของที่คุ้นเคย เช้านี้เลยขอน้ำร้อนมาเพื่อชงกับโอวัลติน swiss 3-in-1 เพราะเชื่อว่า hot chocolate จะเยียวยาทุกสิ่ง


กับลูกหาบคู่ใจ

ออกเดินทางตอน 9 โมงเช้ามาถึง Dingboche เที่ยงตรงพอดี อย่างที่บอกว่า การเพิ่มระยะการเดินเมื่อวาน ทำให้วันนี้ของเราเป็นวันง่ายๆ ซึ่งจริงๆแล้วจะมาถึงเร็วกว่านี้ก็ได้ แต่ด้วยความที่รู้ว่าถ้าเข้าที่พักเร็ว ก็จะยิ่งไม่มีอะไรทำ พวกเราเลยเดินกันเอ้อระเหยมาก เดินสปีดเดียวกับ Yak ระหว่างทางอากาศเริ่มเย็นขี้นจนรู้สึกว่ามันแตกต่างกับวันอื่นๆที่ผ่านมามาก มีแดดตลอดแต่ไม่ร้อน เป็นลมเย็นๆพัดมาให้เดินสบาย วันนี้ด้วยการเดินสปีด Yak เราเลยเลือกพักกันที่ Yak Hotel




วันนี้ตอนเริ่มเดินมีอาการมึนหัวและมวนท้องแปลกๆ เลยพยายามเดินช้ามากๆ ตอนมาถึง Dingboche ได้สักพักก็มีอาการมึนหัวหน่อยๆ จึงพยายามเริ่มทำอะไรช้าๆ รู้สึกว่าง่วงมากๆ อยากจะหลับเสียให้ได้ แต่ไกด์บอกว่าห้ามนอนนะ จะไปซักผ้าไหม นี่ไกด์กับลูกหาบก็ออกไปซักผ้ากันสนุกสนาน ส่วนเราก็นั่งอ่านหนังสือไป แต่สติไม่อยู่กับตัวละเพราะง่วง




เครื่องดื่มที่เราชอบมากที่สุดตลอดการเดินทางทริปนี้คือ Ginger tea ชาขิงของที่นี่เด็ดตรงที่เป็นการหั่นขิงสดลงไปแช่ในน้ำชา ดื่มแล้วสดชื่นหายเหนื่อยดี

โมโมผัก
Dingboche 

พลังงานแงอาทิตย์

นั่งอยู่ในห้องอาหารสักพักเริ่มเบื่อ ออกไปเดินเล่นได้สักพักก็หนาวเลยกลับเข้าไปในห้องตัวเอง เข้าไปนั่งนิ่งๆนั่นแหละเพราะไม่มีแรงอยากทำอะไร แล้วอยู่ดีๆ ก็หลับไปในท่านั่งเท้าข้าง สะดุ้งตื่นมาเพราะจำได้ว่าไกด์บอกว่าห้ามหลับนะ เลยเดินกลับมาที่ห้องอาหารอีกครั้ง




สภาพห้องพัก

[18.41 น.]

ปวดหัวมาก ปวดตุบๆแบบหัวจะระเบิด ไกด์เห็นนั่งซึมๆเลยมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง พอเราบอกไปว่าเราปวดหัวมาก เท่านั้นแหละ ไกด์หน้าถอดสีเลย แล้วรีบถามต่อว่า “ยูปวดตรงไหน?” เราตอบไปว่า “ปวดตรงท้ายทอยด้านหลังหัวไกด์บอกว่าโอเค ถ้าปวดตรงนี้ก็น่ากังวลแล้ว ยูพยายามกินข้าว แล้วกิน Diamox เพิ่มตอนเย็นอีกครึ่งเม็ดแล้วไปนอน แล้วเรามาดูอาการกันอีกทีเช้าวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่หายเราก็ต้องพักกันที่นี่อีกวันหนึ่ง

Noodle veg soup รสขาติแย่มาก


สำหรับหลายคน Dingboche จะเป็นจุดพัก Acclimatization อีกจุดหนึ่งหลังจากนัมเช เพราะจากตรงนี้ขึ้นไป จะเป็นระดับความสูงที่เริ่มมีผลกับร่างกายแล้ว ถ้าใครมีวันพักทีนี่ ก็จะไปเดิน hike ขึ้นเขาใกล้ๆนี่แหละ ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชม. แต่เราที่ไม่มีวันพอสำหรับการพัก เราจึงต้องสังเกตตัวเองมากกว่าคนอื่น ก็ได้แต่หวังว่าตื่นมาพรุ่งนี้เช้าอาการปวดหัวจะหายไป


แสงสุดท้ายของวันที่ Dingboche

อาการเรายังไม่หนักมาก ดูได้จากยังสามารถกินอาหารได้อยู่ มีหนุ่มช่างภาพชาวเนปาลีก็มีอาการและดูแย่มากกว่าเรา ในห้องอาหารคึกตักมากเพราะมี 2 กลุ่มใหญ่มาพักด้วย เล่นเกมกันสนุกสนาน เราก็ได้แต่องและนั่งหัวเราะ ไม่มีแรงจะไปเล่นด้วยจริงๆ

พาตัวเองเข้านอน ทั้งที่ใจกังวลมาก อาการปวดหัวมันทรมานมากจริงๆจนยากจะข่มตาหลับ อากาศก็หนาวมาก Diamox ก็กินแล้วปวดฉี่มาก 

อยากให้คืนนี้ผ่านไปเร็วๆเหลือเกิน

[Foot Fit Journey] เรื่องเล่าจาก Everest Base Camp Trekking: Day 5 Namche – Pangboche

[21 ธันวาคม 2559] Namche Bazaar (3,440m) – Pangboche (3,985m)




สรุปแล้วเมื่อวานที่ปวดท้องตลอดทางเดินไป Hotel Everest View นั้นคือท้องเสีย แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าองเสียเพราะอะไร กินยาแก้ท้องเสียเพราะการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่และปล่อยให้ถ่ายไปจนกว่าจะหายเองคงทำไม่ได้ กินยาแล้วแต่ยังนอนปวดท้องไปทั้งคืน คืนที่ผ่านมาเลยนอนหลับไม่สนิท


พ่อบอกว่าถ่ายรูปคู่กับลามาให้ดูหน่อย


ตามแผนวันนี้ เราต้องเดินไปที่ Thyangboche (บางคนเรียก Tengboche) แต่ไกด์เห็นว่าเราเดินได้อึดดี ทำเวลาได้ดีในทุกวัน จนไกด์พูดว่า “You are a strong woman from Thailand” ฟังดูมีความอึดถึกยังไงไม่รู้ แต่จะถือว่ามันเป็นคำชมก็แล้วกัน วันนี้เราเลยจะเดินไกลกว่าที่ตั้งใจกันไว้ โดยจะเดินไปจนถึง Pangboche เลยจุดหมายเดิมไปอีกประมาณ 1 ชม. ซึ่งก็จะทำให้ในวันรุ่งขึ้น เราเดินน้อยลงนั่นเอง


เดินทางราบแบบนี้ไปเรื่อยๆ

วิวระหว่างพักกลางวัน


เริ่นต้นวันบบสบายๆ เป็นทางราบเรียบไปจนถึงจุดพักกินอาหารกลางวัน ไอเราก็สบายใจเย็นใจ ถ้าเป็นแบบนี้ให้เดินเลยไปอีกสักสองสามหมู่บ้านก็สบ๊าย แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ ทางแม่งเป็นเดินขึ้นเขาตลอด แดดก็ร้อนมาก ร้อนจนระอุจนไกด์เองยังออกอาการว่าไม่ไหว ร้อน พวกเราเริ่มพักตามทางกันถี่ขึ้นมาก ไกด์บอกว่า ปกติตรงนี้มันไม่เคยร้อนขนาดนี้เลยนะ

พักยืดแข้งยืดขา

มักกะโรนีกบัมเขือเทศและกระเทียม

ตลอดทางยังคงเจอคนหน้าเดิมๆ อย่างที่บอกว่าถ้าเร่มต้นการเดินทางพร้อมกับใคร มันก็จะวนให้เจอกันไปมาอยู่อย่างนั้นแหละ แต่วันนี้ หลายคนพักที่ Thyangboche การที่เรามาพักที่ Pangboche เลยเป็นแขกเพียงคนเดียวของโรงแรม และตลอดทางที่เดินมายังหมู่บ้านนี้เงียบมาก ไม่มีคนอื่นนอกจากเราสามคนเลยจริงๆ


วิวตลอดทางวันนี้

คณลุงผู้ดูแลเส้นทาง trekking

ระหว่างทางออกจากนัมเช มีคุณลุงผู้ดูแลเส้นทางเทรคกิ้งตั้งโต๊ะรับบริจาคอยู่ ไกด์เล่าว่าลุงคนนี้ใช้เงินบริจาคนี่แหละ ดูแลเส้นทางเดินให้เดินง่าย จะได้มีเทรคเกอร์เดินทางมาเยอะๆ เราใส่กล่องไป 500 รูปี ไกด์บอกว่า นี่ยูช่วยทำทางเดินไปประมาณ 20 กม.เลยนะ” ฟังแล้วก็น่าชื่นใจ

Thyangboche Monasty



ถึง Thyangboche แวะเข้าวัดที่เป็นสัญลักษณ์ของหู่บ้าน วัดนี้ใหญ่และสวยมากท่านกลางขุนเขา เดินเล่นสักพัก ไกด์บอกให้ไปต่อ ทางเดินจาก Thyangboche ไป Pangboche เงียบสงัดมาก ไกด์บอกว่าไปอีกไม่ไกล ประมาณชั่วโมงนึงไหวใช่ไหว ทางเดินสบายๆ แต่เงียบสงัดเพราะไม่มีใครเดินไปเลย ทุกคนแวะพักหมดแล้ว ยิ่งเดินยิ่งวังเวง และไกด์กับลูกหาบก็ล่วงหน้าไปก่อนไม่รอกันเลย เดินคนเดียวก็แอบมีขนลุกนะ เพราอยู่ดีๆอากาศก็เย็นขึ้นมาซะงั้น





โรงแรมที่พักวันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ดีที่สุดของทริป เพราะมีห้องน้ำในตัว แต่..ไกด์ก็จะไม่แนะนำให้อาบน้ำนะ เพราะขึ้นมาบนที่สูงระดับสี่พันแล้ว ร่างกายจะปรับตัวไม่ได้ ควรทำตัวให้อุ่นไว้ ซึ่งสิ่งนี้มารู้ทีหลังหลังจากสระผมเรียบร้อยแล้วไปโม้กับไกด์ว่าสบ๊ายสบาย เลยโดนดุเลย




Skill ใหม่ที่เรียนรู้วันนี้คือ การสระผมแบบไม่ให้ตัวเปียกเพราะไม่มีน้ำร้อน เราเลยตักน้ำราดหัว เอาหัวชะโงกไปตรงชักโครก ราดแล้วสระสบายจริงเชียว เย็นถึงสมองเลยทีเดียว การเดินทางแบบนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตให้รอดในรูปแบบใหม่ๆทุกวัน ตอนแรกคิดว่าสระผมแบบนี้พีคแล้ว แต่ไม่ใช่เลย ยิ่งนานวัน เรายิ่งได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเสมอ






ใช้ชีวิตบนภูเขมาห้าวันแล้ว ฟังดูไม่น่าแต่ความรู้สึกคือนานมาก มื้อเย็นวันนี้เลยอยากกินอาหารที่มีรสชาติมากขึ้นเพราะปกติเป็นคนกินรสจัดมาก เอาผงลาบโลโบ้ที่ผงมา มาคลุกกินกับ Dhal bat อื้อหืออออออ ผงลาบโลโบ้จะเยียยาทุกสิ่งจริงๆ จากที่หดหู่เหงาๆ พอได้ความแซ๋บเข้าไปเท่านั้นแหละ อารมณ์ดีเลย




ด้วยความที่เป็นแขกคนเดียวของโรงแรมนี้ เลยเหมือนมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเนปาลีแท้ๆ เจ้าของโรงแรมเป็นหนุ่มวัยรุ่น เคยมาเที่ยวไทย พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก นั่งคุยกันจึงได้รู้ว่า ที่เราบ่นหนาวน่ะ สำหรับคนที่นี่คืออากาศอุ่นมากแล้ว และปีนี้ถือว่าอากาศหนาวช้ามากซึ่งผิดปกติ ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นี่จริงๆ ว่าเค้ากินอะไรกัน ตกเย็นทำยังไง ก็เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ดี


ชีวิตทุกคืนคือการนั่งสุมกันหน้าฮีทเตอร์

เลยจากนัมเชขึ้นมา จะไม่มี WiFi แบบ unlimited ให้ใช้แล้ว แต่จะต้องซื้อ pre-paid wifi ของ Everest Link ใช้แทน วันนี้เลยซื้อ 200MB และ 200 MB นี้ แค่อัพรูป 4 รูปขึ้นเฟสบุคก็หมดแล้ว!!!!


wifi-prepaid

วันนี้ด้วยความเหนื่อย ทำให้ตลอดทางเดินไม่ค่อยมีบทสนทนา จึงทำให้คิดอะไรในหัวเยอะแยะมากมาย เราคิดว่าส่วนหนึ่งของความคิดในหัว น่าจะมาจากความเพ้อนิดๆเมื่อใช้ชีวิตบนที่สูงและออกซิเจนน้อย

สิ่งที่คิดได้ระหว่างทางวันนี้ ...

... การ trek สอนให้เราทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น และเลือกเอาแต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตติดตัวมาเท่านั้น ยิ่งแบกมาก ยิ่งขนมาก เอมาก ก็จะมีภาระมาก การใช้ชีวิตก็เช่นกัน อย่ายึดติดกับอะไรมาก มันเหนื่อย

... อย่าคิดถึงทางข้างหน้า แต่ให้โฟกัสกับแต่ละก้าวตรงหน้าเท่านั้น สติในทุกก้าวสำคัมากที่สุด ก้าวพลาดนิดเดียวอาจเจ็บหรือตายได้ เพราะนี่ก็หน้าทิ่มมาหลายทีแล้วเหมือนกัน

... เราโชคดีแค่ไหนที่มีเท่าที่เรามี ได้เห็นอะไรมากกว่าใครอีกหลายคน


ทางยาก แดดร้อนแค่ไหนก็ต้องเดิน

... ใครว่า trekking เดือนธันวาที่เนปาลหนาว อยากให้เปลี่ยนความคิดให่ มันไม่หนาวแต่รอนมาก ตอนกลางคืนอ่ะหนาวใช่ แต่ก็อยู่ในระดับที่มีชีวิตอยู่ได้ ใครว่า trekking ต้องหาคนมาด้วย มาคนเดียวก็ได้สบายดี ได้เดินในจังหวะของตัวเอง ที่สำคัญไอการมาคนเดียวนี่แหละ ทำให้เรางอแงไม่ได้ มันไม่มีใครให้งอแงด้วย สุดท้ายเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องไป ทะเลาะกับตัวเองไปเรื่อยๆ

... พักได้ไม่มีใครว่า ช้าได้ไม่มีใครเร่ง

น้ำแข็งนี้ที่ลืนมาแล้ว

... การ trek คนเดียว เดินทางไปที่ๆไม่เคยไปคนเดียว ฝึกให้เรากล้าตัดสินใจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากขึ้น ปกติเราเป็นคนเยอะ ที่มักตัดสินใจเลือกอะไรยาก แต่การเดินทางครั้งนี้ ฝึกให้เรากล้าที่จะเลือกมากขึ้น จะกินไม่กิน จะพักไม่พัก จะซื้อไม่ซื้อ เธอต้องกล้าตัดสินใจ

แสงสุดท้ายของวัน จากวิวหน้าโรงแรม


ราตรีสวัสดิ์ จากความสูงระดับเกือบ 4,000 เมตร