Showing posts with label Foot Fit Race Diary. Show all posts
Showing posts with label Foot Fit Race Diary. Show all posts

Saturday, November 10, 2018

[Race Diary] TCS New York City Marathon 2018: ที่สุดของการวิ่งมาราธอน

I'm a NYC Marathon FINISHER!
...
New York City Marathon
It will welcome you
It will reward you
It will thrill you


Full Marathon สนามที่ 8 และเป็นสนามที่สนุกที่สุด ทุ่มเทที่สุด 

ครั้งแรกกับการมาวิ่งในสนาม worlds major นักวิ่งอบต.กับสนามระดับอินเตอร์สนามแรก บอกเลยว่าถ้าจะไม่ได้วิ่งสนามไหนๆอีกก็ไม่เสียดายแล้ว สำหรับเราการได้วิ่งที่นิวยอร์กคือตายตาหลับละ เพราะเชื่อว่ามันคือสนามที่สนุกที่สุดสมคำร่ำลือจริงๆ (ถึงไม่เคยสัมผัสสนามอื่นแต่ก็เชื่อว่าที่นี่สุด)

ทำไมถึงได้ไปวิ่งเล่นที่นิวยอร์ค
การได้มาวิ่ง New York Marathon นี่ไม่ได้แปลว่าเก่งหรือเทพเลยนะคะ มันใช้ดวงล้วนๆ คือสมัครแล้วจับฉลากเอาค่ะ หรือถ้าคุณเป็นคนมีความสามารถ สามารถเอา time ไป qualify ได้ค่ะ  สำหรับปีนี้สมัครกี่แสนไม่รู้ เราเป็น 1 ใน 13,000 ที่ได้ และมีนักวิ่งจากการคัดเลือกอื่นๆอีก เช่น elite charity ไรงี้ รวมๆแล้วคือ 50,000 คน ใครสนใจอยากไปสนุกที่สนามนี้ ลองติดตามข้อมูลจากเวปไซต์ของเค้าได้เลย TCS New York City Marathon สำหรับปี 2019 จะเปิดรับสมัครในวันที่ Jan 14 - Feb 14 2019 นะคะ

การซ้อม
สำหรับการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ซ้อมไปทั้งหมด 12 สัปดาห์ วิ่งแค่อาทิตย์ละ 3 วันเท่านั้น ถือว่าน้อยมาก เพราะต้องสลับกับการซ้อมจักรยาน และระยะไกลสุดที่ซ้อมถึงคือ 35 กม. จริงๆนี่ก็ถือว่าเป็นการวิ่งมาราธอนสนามที่ 8 แต่เป็นสนามที่ 2 ที่เราซ้อมนะ เพราะหลังจากจบมาราธอนครั้งแรกแล้วนั้น จะวิ่งอีกกี่ครั้งก็ไม่เคยจะซ้อมเลย ดังนั้นสนามนี้จึงมีความคาดหวังที่สูงมาก

แต่.. แม้จะซ้อมดีแค่ไหน มันก็จะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสมอ 2 สัปดาห์ก่อนวิ่งเกิดเรื่องที่ไม่ได้แพลน คือคุณแฟนเข้า รพ. 1 อาทิตย์และอาการแย่พอดู จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องดูใจอย่างใกล้ชิดทำให้เราไม่ได้ซ้อมจริงจังอีกเลยจนกระทั่งเดินทาง แถมช่วงที่ต้องตักตวงความพร้อมของร่างกายก็ไม่ได้นอนเลยเพราะต้องเฝ้าไข้ตลอด ก็ได้แต่หวังว่า บุญเก่าที่สะสม

Marathon Expo

ยิ่งใหญ่อลังการ




งานวิ่งที่มีคนร่วมงานระดับ 50,000 คนแต่จัดการได้ดีมาก เราใช้เวลาตั้งแต่เดินเข้าประตู ไปจนถึงรับ bib รับเสื้อเสร็จไม่เกิน 10 นาที ช้าตรงไปรอแถวลองเสื้อเพื่อเลือกไซส์ที่พอดี (ซึ่งตรงนี้เองได้เจอคนไทยมาร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยงาน) เพราะจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งถือว่าเค้าจัดการได้ดีมากนะ ที่ยอมให้คนลองก่อน และเจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถตอบได้ทุกคำถาม ไม้ใช่ว่าอยากรุ้เรื่องนี้ต้องไปตรงนี้เท่านั้น เดินเจอ volunteer ที่ไหนอยากรู้อะไรถามได้เลย 

คนเยอะมากๆ

สาวน้อยคนนี้เป็นคนยื่นเบอร์ให้

นอกจากการรับเบอร์รับเสื้อแล้ว ทีเด็ดมันก็อยู่ตรงการช้อปปิ้งนี่แหละ ตระการตามากๆ อุปกรณ์สำหรับการวิ่งทุกอย่างมันมีมารวมไว้ให้คุณเลือก เอนจอยให้เต็มที่ ใช้เงินให้หมดกันไปเลย นี่กลับมาก็ยังคิดค่ะว่าทำไม๊ไม่ซื้อนู่นนี่กลับมา

มีชื่อนักวิ่งทุกคน เดินหาชื่อตัวเองสนุกเลย
อ่าน wish wall แล้ว inspired มาก

สิ่งที่เราเขียน
รวมดาวสนาม World's Major
เหรียญ 6 star  finisher

วันก่อนวิ่ง
สำหรับงานใหญ่ที่มีคนร่วมงานเยอะๆแบบนี้ เรื่องความปลอดภัยสำคัญมากๆ ทางผู้จัดเลยไม่อนุญาตให้เรานำของไม่จำเป็น/กระเป๋าส่วนตัวเข้าไปในงานค่ะ เค้าจะแจกถุงใสใบใหญ่ให้เราใส่ของเข้าไป สำหรับคนเลือก Poncho จะเป็นคาดแดง สำหรับใส่ของที่จะใช้และทิ้งที่ start village เท่านั้น สำหรับ Bag Check คือคนที่ฝากถุงกลับมาที่ Finish Line

ถุงที่เราแพคไป start villae
มี bagel กล้วย เครื่องกันหนาว

เราเลือกไม่ฝากของเพราะอยากได้ Poncho (เหตุผลแค่นี้จริงจริ๊ง) ดังนั้นเราต้องคิดและวางแผนดีๆว่าเราจะเอาอะไรติดตัวไปใช้จนถึงก่อนปล่อยตัว ซึ่งก็คืออาหาร เครื่องกันหนาวทั้งหลายที่พร้อมทิ้ง ดังนั้นพอวิ่งเสร็จเราจะไม่มีเสื้อผ้าก็ภาวนาว่าจะเดินกลับโรงแรมรอด

มีป้ายโฆษณาอยู่ทุกที่ และข่าวทุกช่องบิ๊วท์ทุกวัน

นิวยอร์คอยู่ไกลจากประเทศไทยซะครึ่งโลก การปรับตัวจึงสำคัญมากๆ เราไปถึงที่นู่นเย็นวันพฤหัส และต้องวิ่งในวันอาทิตย์ มันก็เหมือนจะมีเวลาให้ร่างกายชินนะ แต่..มันก็ยังไม่ชินซะทีเดียว วันก่อหน้านั้นแทบนอนไม่หลับ jet lag กินข้าวไม่ลง พูดง่ายๆคือกานไปว่งที่ time zone ต่างกันแบบนี้มีผลต่อร่างกายมากเลยทีเดียว



ด้วยความที่เดินทางมาคนเดียว ก่อนวิ่งเครียดมากๆทั้งเรื่องอากาศที่อยู่ดีๆก็หนาวมาก (ทั้งทีวันที่ไปถึงมันไม่หนาว) เรื่องความคาดหวังของตัวเอง และนึกภาพไม่ออกว่าจะต้องเจออะไร บวกกับยัง jet lag อยู่เลยอึนๆไม่สนุกนอนไม่หลับทุกวัน ทำให้เครียดถึงกับนั่งปล่อยโฮขี้มูกโป่งอยู่คนเดียว

ออกไปซุปเปอร์ซื้อของกินมาเตรียมไว้ ทั้งของที่จะกินก่อนวิ่ง พกไปที่ start village และอาหารมื้อเย็นหลังวิ่งเสร็จ เพราะมั่นใจว่าจะไม่มีแรงและไม่มีอารมณ์ที่จะะออกไปหาอาหารแน่ๆ พอแฟนตื่นได้คุยกัน เลยเริ่มตั้งสติจัดของใส่ถุง เลือกเสื้อผ้า และพาตัวเองเข้านอน ‘เราซ้อมมาแล้วก็ทำไปแบบนั้น ไม่ต้องเครียด’

Race day
กำหนดปล่อยตัว wave 4 คือ 11.00 น. (วิ่งเมืองนอกมันดีตรงนี้!) แต่ตื่นตั้งแต่ 5.30 เพื่อแต่งตัวและเดินทางไป start village โดยแต่ละคนจะได้สิทธิ์เลือกการเดินทางและเวลาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ wave start ซึ่งก็ขึ้นกับเวลาที่คิดว่าจะวิ่งจบที่แจ้งไป เราได้สิทธิ์การเดินทางด้วย ferry ซึ่งต้องนั่ง subway ต่อด้วยการนั่ง ferry ข้ามไป Staten Island และต่อด้วย shuttle bus รวมเวลาการเดินทางทั้งหมดประมาณ 2 ชม. คือเลิกตื่นเต้นกันไปเลย

ก่อนขึ้น ferry ไป Staten Island

ตั้งแต่เดินไป subway คือหนาวมากกกก ลมแรง คิดว่าไม่รอดแน่ แต่ละคนมากันเต็มยศ คือเค้าจะใส่เสื้อกางเกงกันหนาวมาก่อน แต่จะเป็นของที่พร้อมทิ้ง ดังนั้นแฟชั่นมันก็จะน่ารักๆ อารมณ์ชุดนอนเก่าๆไรงี้ ส่วนเรานี่เตรียมมาน้อยไป นั่งสั่นอยู่คนเดียว

เจอคนอินโดที่เค้ามาชวนเราคุยตอนอยู่บนรถไฟ คนนี้เค้ามีเป้าหมายในการไปวิ่งที่ประเทศต่างๆ เค้าเห็นธงชาติเราเลยมาชวนคุย และที่เจ๋งคือ เห็นแบบนี้วิ่งมา 3 major แล้วนะจ๊ะ โตเกียว ชิคาโก และนิวยอร์คเก็บเรียบ เป็นคนมีดวงจริงจริ๊ง

ระหว่งรอขึ้นรถบัส ทั้งหมดนี้คือนักวิ่ง

พอมาถึง start village ก็จะแยกย้ายตามสีของตัวเอง ใครสีไหน block อะไรก็ไปรอตรงนั้น ถึงเวลาก็จะเรียกเข้าไปปล่อยตัวตาม wave เราเป็น wave สุดท้าย ไปถึงเกือบ 10 โมงละก็รออีกแป๊บเดียว ที่นี่จะมีน้ำ ขนม (ซึ่งหาไม่เจอ) แล้วก็ blue bin ไว้ให้บริจาคเสื้อผ้าที่เราใส่กันหนาวมา 

บรรยากาศ start village
ระหว่างยืนหนาวรอปล่อยตัว
กล่องรับบริจาคเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาว

ระหว่างที่รอก็จะเห็น waveก่อนหน้าปล่อยตัวด้วยการยิงปืนใหญ่ มองไปก็จะเห็นคนวิ่งบนสะพาน มันเจ๋งมาก

สำหรับอากาศในวันวิ่ง ถือว่าโชคดีมากที่เป็นวันแดดจัด เพราะก่อนหน้านั้นนิวยอร์คฝนตกและไม่มีแดดมาสองวันค่ะ ในเช้าวันวิ่งแดดแรงมาก อากาศ 7 องศา แต่มีแดดมาช่วยไว้ กว่าจะปล่อยตัวก็ไม่หนาวมากแล้วเพราะแดดเผามากๆ กลายเป้นว่าวิ่งไปแสบผิวไปมากกว่า แต่พอไปวิ่งในร่มเงาตึกก็หนาว หรือช่วงไหนเมฆบังแดดแป๊บเดียวคือหนาวเลย


RUN
วินาทีตอนปล่อยตัวคือน้ำตาจะไหล บิ๊วท์ทั้งพิธีกร ทั้งมีร้องเพลงชาติ สุดท้ายยิงปืนใหญ่พร้อมเปิดเพลง New York, New York ของ Frank Sinatra โอ้วโหวววว ขนลุก

ก่อนปล่อยตัว ตอนนั้น 7 องศา
ปล่อยตัวบนสะพาน Verrazano Bridge แปลว่าออกตัวก็ตะกายกันเลย สะพานยาวมากกก 3 miles ได้ พอลงสะพานเข้าสู่ Brooklyn ความสนุกก็เริ่มต้น

Verrazano Bridge หลังจากปล่อยตัวไม่นาน
เส้นทางการวิ่ง NYC Marathon เราจะวิ่งผ่านทั้ง 5 เขตของนิวยอร์คด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของสนามนี้เลยก็ว่าได้ และแต่ละเขตก็จะมีคนพื้นที่ออกมาเชียร์ มาชมกันอย่างสนุกสนามมาก ที่เด็ดที่สุดสำหรับเราคิดว่าเป็น Brooklyn เป็นเขตสนุกมากๆ เหมือนวิ่งอยู่ในงานปาร์ตี้ คนออกมาเต็มถนน ทั้งคอนเสิร์ต ทั้งเสียเชียร์  บิ๊วท์กันอย่างบ้าคลั่งมากกกกก มันเลยทำให้การวิ่งช่วงนี้โคตรเพลิน เพลินไปจนถึง 21 กม.

Brooklyn สนุกมาก เชียร์กันแบบบ้าคลั่งตลอดทาง
มีคอนเสิร์ต มีเวทีการแสดง
กิโลเมตรที่ 23 คือการตะกายขึ้น Queens Borough Bridge สะพานที่สูงที่สุดของสนาม จุดสูงสุดของสะพานคือ กม. 25 คุณเอ๊ยยยย แม่งสูงมาก ชันมากจนแทบจะกัดลิ้นตัวเอง ทางขึ้นก็โหดแล้ว ตอนลงแม่งโหดกว่าและทรมานขากว่ามาก สูงจบสะพานนี้รู้ตัวเลยว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมแล้ว วันหลังวิ่งที่นั่งรถกลับมาขึ้นสะพานนี้ยังนึกอยู่เลยว่า กูวิ่งขึ้นมาได้ยังไง สูงประมาณตึก 10 ชั้นได้

เชียร์กันแบบนี้ตลอดทาง

ระหว่างทางคือเป็น hilly ทางขึ้นๆลงๆตลอด เจอธงชาติไทยเราก็จะวิ่งเข้าไปสวัสดีค่าาา ยังสนุกและคึกไปกับกองเชียร์ ยิ่งตอนได้ยินเพลง New York ของ Alicia Keys คือมันใช่ มันคือเมืองแห่งความฝัน

วันนี้วิ่งดีมากๆ จัดเพซ 6 มาได้ตลอดทางคิดว่าจบได้ที่ 4.30 แน่ๆ แต่.. สุดท้ายขาก็ยอมแพ้ ที่กิโลเมตรที่ 30 ตะคริวที่หน้าแข้งขวาก็มา พอตะคริวขึ้นเลยต้องผ่อนความเร็วเพราะถ้าต้องเดินตั้งแต่ตอนนี้ไม่ดีแน่ เงยหน้าเจอคนถือป้าย ‘Some days you might fail but not today’ บอกตัวเองว่าสู้ดิวะ มึงทำมาทุกอย่างก็เพื่อวันนี้ มึงจะเลิกไม่ได้!




อดทนวิ่งไปเรื่อยๆ บอกขาว่า ขอเถอะนะอย่าเพิ่งพัง แล้วก็มาได้เรื่อยๆจนเงยหน้ามองเห็นสะพาน ตอนนั้นคือน้ำตาไหลเลย ‘กูเจอสะพานไม่ไหวแล้ว’ มึงจะอะไรเยอะแยะ นี่ 5 สะพานแล้วนะโว๊ย ระหว่างตัดสินใจว่าเดินไหมก็เห็นคนถือป้าย ‘This is the last damn bridge’ โอ๊ยยย ก็ได้วะ last แน่นะเว้ย


พอลงสะพานจากนั้นคือการวิ่งเข้าสู่ 5th Avenue มองไปข้างหน้ามันสวยมาก มันคือถนนของความฝัน ตอนที่เห็น Empire State อยู่ตรงหน้ามันโคตรตื้นตัน เพราะรู้ว่ามันจะจบแล้ว


แต่.. นิวยอร์คไม่ทำให้ผิดหวัง จัดเนินชันยาวๆ ตั้งแต่กิโลที่ 38-40 มาให้ ชันจนท้อ ชันจนตะคริวขึ้นทั้งสองข้าง มีโม้เม้นต์เข่าอ่อนเซจนจะล้มแล้ว คนเดินเยอะ คนหยุดยืนเพราะไม่ไหวก็เยอะ ตอนนั้นจะร้องไห้ คิดอย่างเดียว จบเหอะ จบเหอะ ก้มมองการ์มิน รู้แล้วว่าพลาดดวงดาวทั้ง 4.30 และ 4.45 ไปแล้ว เลยคิดว่าเอาวะ enjoy the moment มึงทำดีที่สุดแล้วบิ๋ม

กลับมาดู profile สนามจาก Starva ถึงกับตกใจ
นิวยอร์คไม่มีทางราบ!

3 กม. สุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย เป็นจุดที่กองเชียร์แน่นมาก มากันทุกชาติ ธงชาติไทยเด่นสุดบนตึกที่คาดว่าจะเป็นบ้านกงศุล รึเปล่า แต่กองเชียร์ไทยเหงามาก

1 กม. สุดท้ายใส่ทั้งหมดที่มี มันกำลังจะจบแล้ว เห็นป้าย last 800 m นี่แทบร้องไห้ ไม่ใช่ตื้นตัน แต่กำลังจะล้มแล้ว sprint สุดท้ายเหยียบ finish line ถึงกับกรี๊ดออกมาดังๆ เดินไปรับเหรียญทำหน้าเบะมาก ไม่ต้องห่วงเพราะทุกคนจะเข้ามากอดเราแน่นๆ โคตรอบอุ่นเลย

วินาทีเข้าเส้นชัย

จบที่ 4.58.55 ได้ new PB มาแค่ 1 นาที แต่ดีใจมากแล้วกับสภาพสนามแบบนี้ นิวยอร์คมันไม่มีทางราบ! และก็คิดว่าถ้าไม่ซ้อมเนี่ยน่าจะแย่ แถมไม่มีทางวิ่งแล้วสนุก เอนจอยกับบรรยากาศรอบตัวแบบนี้แน่ๆ

Finish Line

ณ เส้นชัย เต็มไปด้วยผู้คน


โมเม้นต์ที่เหยียบเส้นชัยนี่ดีใจมาก น้ำตาไหลเลยทีเดียว ไม่ใช่่ตื้นตันอะไรเลยนะ แต่ดีใจที่ไม่ต้องวิ่งอีกแล้ว มันจบเสียที ด้วยความเป็นงานใหญ่ คนเยอะ ที่ finish line ก็จะหนาแน่นมากๆ มันจะไม่มีซีนแบบ elite ที่เราเคยเห็น 

เดินเข้าเส้นชัยมาจะงงๆ ก็ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ จะมีคนยืนรอมอบเหรียญให้ มีช่างภาพเยอะมากๆมารอถ่ายรูป ขอให้เดินไปให้ทุกกล้องถ่าย แล้วคุณจะได้ภาพสวยๆ ถ่ายแล้วถ่ายอีกแล้วก็ยังต้องเดินต่อไป รับ emergency foil กันหนาวเพระาพอหยุดวิ่งแล้วมันหนาวจริงๆ รับ Recovery Bag ซึ่งในนั้นจะมีเครื่องดื่ม ผลไม้ และสแน๊คไว้ให้ ถุงหนักเลยทีเดียว การต้องแบกแล้วเดินต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงหลังวิ่งก็มีทรมาน 

สาวน้อยคนนี้คือคนแรกที่กอดเรา
ภาพแรกหลังรับเหรียญ
ได้ผ้าห่มฉุกเฉินมาห่มกันหยาวแล้ว

เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ

เราเดินต่อมาอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ทุกคนเดินเหมือนซอมบี้ไร้เรี่ยวแรง แล้วก็มีให้แยกซ้ายขวา ทางหนึ่งสำหรับคนรับ Poncho อีกทางสำหรับคนไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ Poncho อุ่นมากๆ อุ่นมากกว่าที่คิดเอาไว้ สามารถห่อตัวเองเดินกลับมาอีก 20 นาทีจนถึงที่โรงแรมได้แบบไม่หนาวตาย แถมเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วย บางคนมีไปถามหาขอซื้อในวันรุ่งขึ้นด้วยนะ


ผลประกอบการรอบนี้
ช้ากว่าที่ซ้อมนิดเดียว แต่ด้วยสภาพสนามคือถือว่าพอใจมากๆแล้ว

Marathon Monday!

เส้นชัยวันหลังวิ่ง

สำหรับงานวิ่งแบบ World's major แล้ว วันจันทร์รุ่งขึ้นหลังการวิ่ง ก็จะมีวันที่เรียกว่า Marathon Monday เหมือนเป็นการฉลองความสำเร็จ และนักว่งจะไปสลักเวลาวิ่งและชื่อบนเหรียญ รวมถึงช้อปปิ้งพวกเสื้อ Finisher 

เป็น NYC Marathon Finisher แล้ว

เสื้อมีหลายแบบนะ เดินเข้ามาซื้อได้เลย ไม่วิ่งก็ซื้อได้ ฮ่าๆ



และสำหรับนิวยอร์คจะมีความพิเศษที่นักวิ่งจะมีชื่อใน New York' s Times ฉบับวันจันทร์หลังวิ่ง แต่... ปีนี้เค้าใส่ชื่อนักวิ่งถึงแค่คนวิ่งจบที่ 4.55 เราจบที่ 4.58 ดังนั้น อดจ้าาาา งอน! ไม่ซื้อก็ได้!!!



บรรยากาศ ณ เส้นชัยวันหลังวิ่ง

คิวรอสลักเหรียญที่ Marathon Pavilion

ใครที่อยากลองสัมผัสบรรยากาศงานวิ่งระดับโลก โดยเฉพาะงานที่เค้าว่ากันว่ามันคืองานวิ่งมาราธอนที่สนุกที่สุด เราเชียร์ให้ลองเสี่ยงดวงกับงานนี้ดูค่ะ มันสนุกจริงๆ สนุกมากๆ คุ้มค่าการเดินทางไปครึ่งโลกจริงๆ ถามถึงเรื่องค่าใช้จ่าย นิวยอร์คไม่ได้โหดร้ายนะ เราสามารถจัดสรรทริปตามงบที่ตั้งไว้ได้ และถ้าถือโอกาสได้ไปเที่ยวด้วยสักครั้งมันก็ดีไม่ใช่น้อย 

สนามมาราธอนนี้ที่ไม่ได้สอนอะไรเรามากไปกว่า หรือพิเศษไปกว่าสนามอื่นๆที่เราเคยวิ่งมา
แต่สนามนี้ตอกย้ำให้เรากลับมามั่นใจอีกครั้งว่า "ไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้ เธอทำได้ทุกอย่าง ถ้าเธอตั้งใจ"

สำหรับเรา..ตายตาหลับละ มันคือหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดของชีวิต พีคแล้ว
ของขวัญวันเกิดสำหรับขวบปีที่ 35 นี้มันดีจริงๆ


Wednesday, February 3, 2016

[Race Diary] จอมบึงมาราธอน 2016: มาราธอนสนามที่ห้าพาเพลิน


ครบ 1 ปีพอดีที่ไม่ได้มาเล่าเรื่องวิ่งของตัวเอง งานวิ่งสุดท้ายที่ได้มาเขียนบล็อคเอาไว้ก็จอมบึงเมื่อปี 2015 หลายคนคงพาลคิดว่าเจ้าของพื้นที่นี้ได้ตายจากไปแล้ว เพราะดูเงียบเหงาเป่าสากมาก แต่จริงๆที่เงียบไปนี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้วิ่งเลยนะคะ ยังวิ่งอยู่ (กล้าพูดมาก) แต่วิ่งน้อยลงมากด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวทำให้ไม่สามารถคึกได้อย่างเดิม (ข้ออ้างนั่นแหละ) และอันที่จริงงานวิ่งสุดท้ายที่ไปลงสนามมาก็ไม่ใช่จอมบึงซะทีเดียวนะ มีไปวิ่งเทรลยาหม่องตราเสือที่เขาใหญ่ และกรุงเทพมาราธอนด้วยนะจ๊ะ แต่ไม่ได้เม้าท์เพราะอายเขาที่ได้เกียรติ DNF เป็นสนามแรกตั้งแต่วิ่งมา

เอาความสำเร็จในอดีตมาอวด
และนี่ความช้ำชอก..ก็เอามาอวดเช่นกัน

เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า พล่ามไปมาก็คำแก้ตัวคนขี้เกียจทั้งนั้น ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 ของเราแล้วที่ไปร่วมวิ่งงานจอมบึงมาราธอน ครั้งแรกคือปี 2014 ตอนนั้นเพิ่งวิ่งมาราธอนเป็นครั้งแรกในงานกรุงเทพมาราธอน เลยคิดว่าไม่อยากวิ่งมาราธอนติดกันมาเกินไป เลยเลือกลงระยะฮาล์ฟมาราธอน จำได้ว่าตอนนั้นวิ่งสนุกมาก อากาศดี และบอกกับตัวเองว่าจะต้องกลับมาวิ่งระยะมาราธอนที่นี่ให้ได้ และปี 2015 เราก็กลับไปตามที่ตั้งใจ ด้วยการลงระยะฟูลมาราธอน  ถ้าจำกันได้ ฟูลครั้งนั้นก็เป็นการไปวิ่งแบบไม่ตั้งใจ เพราะเราเพิ่งบาดเจ็บสาหัสมา สุดท้ายก็ตัดสินใจไปวิ่งในวินาทีสุดท้าย และสนุกมาก และนั่น.... คือเหตุผลที่ทำให้บอกกับตัวเองอีกครั้ง ว่าจะกลับมาซ้ำระยะมาราธอนที่นี่

คณะทรมานบันเทิง

เมื่อความแน่นอนในชีวิตคือความไม่แน่นอน ไอตอนที่ตั้งใจว่าจะไปวิ่งนั้น ชีวิตมันยังไม่มีอะไรที่คิดว่าจะทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไปแต่เมื่อมีโอกาส เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเราก็ต้องเข้าใจว่าชีวิตมันจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากฉันเปลี่ยนงานและช่วงแรกของการทำงานใหม่นั้นไม่สามารถจัดชีวิตตัวเองให้ลงตัวได้เลย การวิ่งเลยน้อยลงไปตามหน้าที่ที่มากขึ้น เมื่อเริ่มวิ่งน้อยมันก็เลยกลายเป็นขี้เกียจไปเลย บวกกับนิสัยไม่ดีส่วนตัวที่ไม่ชอบอะไรที่อยู่ในกระแส พอเห็นคนหันมาวิ่งกันเยอะๆ ซึ่งจริงๆมันคือหนึ่งในกระแสสังคมที่ดีมากนะ แล้วต้องมาแย่งกันสมัครวิ่ง มาสู้กับคนจำนวนเยอะๆในงานวิ่ง มันยิ่งทำให้ความรู้สึกสนุกกับโลกของการวิ่งของเราค่อยๆหายไป จนกลายเป็นว่าฉันยังวิ่งอยู่ แต่วิ่งตามโอกาสอำนวยเพื่อรักษาความฟิตที่ยากจะรักษาของตัวเองและไม่ไปวิ่งงานวิ่งแล้ว




จากที่เกริ่นไปตอนต้นว่า ก่อนจะมาวิ่งจอมบึงในครั้งนี้ งานสุดท้ายที่ฉันวิ่งคือ ฟูลมาราธอนในงานกรุงเทพมาราธอน ซึ่งทุกคนก็น่าจะสรุปความได้จากสิ่งที่ฉันพล่ามไปว่า “ฉันไม่เคยซ้อมวิ่งยาวเลย” ไม่ว่าจะเป็นก่อนกรุงเทพมาราธอน หรือก่อนจอมบึงมาราธอนในครั้งนี้ ทุกครั้งที่ลงระยะมาราธอน ยังคงหลอกตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองมีบุญเก่าอยู่ค่ะ ซึ่งมันคือการหลอกตัวเองจริงๆนะ ไม่มีบุญอะไรที่ช่วยได้เลยเมือ่ไม่ได้ซ้อม และแทบไม่ได้ออกมาวิ่ง ก่อนวิ่งระยะมาราธอนทุกครั้ง ระยะที่เราซ้อมได้มากที่สุดคือ 15 กม. ก่อนงานกรุงเทพมาราธอนประมาณ 1 เดือน และ 10 กม. ก่อนจอมบึงมาราธอน 1 สัปดาห์ พอเดาได้แล้วใช่ไหม ว่าฉันจะมีสภาพอย่างไรในสนามวิ่ง ....



ให้พูดตรงๆแบบไม่อาย จริงๆคือลืมว่าตัวเองจะต้องวิ่งมาราธอนในงานจอมบึง และกว่าจะจำได้ว่างานจอมบึงกำลังจะถึงแล้วก็ช่วงปีใหม่นั้นแหละ ก่อนหน้านั้นลืมทุกอย่างในโลก เพราะพาตัวเองหนีไปเที่ยวคนเดียวแบบมีความสุขมาก (ไว้มาเล่าเรื่องการเที่ยวคนเดียวครั้งแรกดีกว่า) จนลืมว่า เฮ้ยยยยย...จะวิ่งมาราธอนแล้วนะแก ครั้นจะให้ซ้อมมันก็ไม่ทันแล้ว แล้วก็เหมือนเคย ปลอบตัวเองว่า “กินบุญเก่า เราซ้อมระยะมาแล้วตอนงานกรุงเทพมาราธอนไง”

มีจัดบริการนวดไว้บริการฟรีด้วยนะเออ

โอเคมาเข้าเรื่องงานจอมบึงมาราธอนซะทีดีกว่า งานนี้ได้รับการกล่าวขานว่า “เป็นหนึ่งในสนามวิ่งที่ดีที่สุดในประเทศไทย” เห็นด้วยนะกับสิ่งที่เขาพูดกัน งานนี้จัดได้ดีมาก เป็นงานระดับอำเภอที่จัดได้ดีมากกว่างานระดับประเทศเสียอีก เรียกได้ว่าตบหน้าผู้จัดงานใหญ่ยักษ์ระดับประเทศที่เอาชื่อเสียงเมืองหลวงไปย่ำยีแล้วยังทำขายหน้าได้มากเลยทีเดียว ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัยฯ จนถึงเดินทางกลับ นึกอยู่ในใจตลอดนะว่า ไอคนที่เขาจัดงานระดับชาตินั่น เขาจะมาดูงานนี้บ้างไหมหนอ 

คนวิ่งเยอะ แต่บรรยากาศการรับเบอร์ไม่วุ่นวายเลย
มีการตั้งจุดรับแก้ทุกปัญหา

โอเคกลับมาที่เรื่องจอมบึง การรับเบอร์ รับเสื้อของงานนี้เป็นระบบมาก เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้เรื่องทุกอย่างเป็นอย่างดี ทำงานได้รวดเร็วไม่มีความวุ่นวาย มีการประกาศประชาสัมพันธ์ และติดป้ายประชาสัมพันธ์สิ่งที่นักวิ่งและผู้ร่วมงานต้องรู้ไว้ตลอด มีเอกสารอธิบายทุกอย่างไว้ระเอียดมากแจกมาใน running kit ถ้าหยิบมาอ่าน ก็พูดได้ว่าเขาบอกเราแล้วทุกเรื่อง ทีเด็ดอีกอย่างของงานนี้ คือ ได้ มีการจัดกลุ่มในการปล่อยตัว โดยแบ่งเป็น A-D หรือ F ไม่แน่ใจ จัดกลุ่มตามระยะเวลาที่คิดว่าตัวเองจะวิ่งจบ ใครเป็นพวกขาแรงก็ไปก่อน จะได้ไม่เกะกะกัน ซึ่งก็เป็นการจัดระบบที่ดีนะ อยากให้งานใหญ่ๆที่มีนักวิ่งมาราธอนเยอะๆจัดแบบนี้ทุกงาน

ป้ายประชาสัมพันธ์เส้นทางการวิ่งชัดเจน


หลังจากรับเบอร์ ความรู้สึกตื่นเต้นก็มาเยือน ก่อนหน้านั้นไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ตื่นเต้นเลยแค่คิดว่ามางานวิ่งอีกงาน วิ่งให้จบก็พอ แต่พอได้มาเจอบรรยากาศ เจอหน้าหลายๆคนที่คุ้นเคยกันทำให้รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะทุกคนดูเตรียมตัวมาพร้อมมาก แต่ฉันนี่สิยังกังวลว่าจะรอดไม่รอด เลยพาลกลายเป็นพารานอยด์มากจริงๆ พยายามจะนอนให้หลับก็นอนไม่ค่อยหลับตามประสาการเปลี่ยนที่นอน รู้ตัวอีกทีก็ตีสองแล้ว ถึงเวลาเผชิญหน้ากับมันอีกแล้วสินะ เจ้ามาราธอน
รีบพาตัวเองลุกจากเตียงเพื่อแต่งตัว เข้าห้องน้ำ เตรียมความพร้อม มื้อเช้าสำหรับมาราธอนครั้งนี้เป็นขนมปังสังขยา 2 ลูกกับน้ำเต้าหู้เวอร์จิ้น (ไม่ใส่น้ำตาล) 1 ถุงที่ซื้อมาจากตลาดนัด แล้วก็ออกเดินทางสู่จุดปล่อยตัว


ร้านครัวตะนาวศรีผู้สนับสนุนการวิ่งมาราธอนอย่างเป็นทางการ
ตลาดนัดราชรียามเย็น

บรรยากาศ ณ จุดปล่อยตัวคึกคักและดูจริงจังมาก งานนี้เค้ามีการถ่ายทอดสดด้วยนะเออ คือ เป็นงานที่โคตรบิ่งใหญ่ไปเลย หลังสัญญาณปล่อยตัวดัง ไม่มีเวลานอยด์อะไรอีกแล้วได้แต่บอกตัวเองว่าทำให้ดีที่สุด วิ่งไปได้สักพัก ยังไม่ถึง 2 กม.แรกดี โดนแซงเยอะมาก น่าจะเป็นสัก 100 คนได้ คิดในใจว่า “ทำไมนักวิ่งเดี๋ยวนี้วิ่งกันเร็วจังวะ จะรีบไปไหนมีอีกตั้งสี่สิบกว่าโลให้วิ่งนะแกกกกก” หลายคนดูท่าว่าซ้อมมาดี ดูฟอร์มดีมาก มันทำให้ฉันนึกย้อนถึงสมัยที่ฉันเป็นนักวิ่งมาราธอนที่ดี.. บางทีเราก็ไม่ควรยึดติดกับอดีตที่สวยงามเนอะ

ณ จุดปล่อยตัวที่คนเยอะมาก

ประคองตัวเองให้วิ่งไปเรื่อย และก็ต้องแปลกใจที่วิ่งได้ดีกว่าที่ตัวเองคาดไว้พอสมควร ผ่าน 10 กม.ที่เวลาประมาณ 1.10 ชม ถือว่าเป็นเวลาสำหรับ 10 กม.ที่ดีที่สุดในรอบสองปีได้ เริ่มใจชื้นยิ้มกริ่มว่าวันนี้จะต้องสวยงามแน่ๆ วิ่งไปได้อีกสักพักใหญ่ ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน ดันมาป่วนตอนเข้าโซนไร้ส้วมแล้วด้วยสิ เจอห้องน้ำนึงเลยรีบวิ่งเข้าไป แต่กลับกลายเป็นว่าคิวยาวมาก ยืนรอสักพักรู้สึกเสียเวลา เลยตัดสินใจว่าวิ่งไปก่อนดีกว่าไปหาเอาดาบหน้า วิ่งไปอีกนิดนึง เจอบ้านที่มีธงเขียวอยู่ ซึ่งผู้จัดงานบอกว่า บ้านไหนที่มีสัญลักษณ์ธงเขียวแปลว่าสามารถไปขอเข้าห้องน้ำได้ เลยวิ่งเข้าไปทันที เจอลุงชี้ว่าส้วมหลังบ้านเลยลูก

กองเชียร์ให้กำลังมีให้ตลอดวิ่ง

แต่แล้วความรู้สึกผ่อนคลายที่จะได้ปลอดทุกข์ก็โดนทำลาย เมื่อถอดกางเกงนั่งยองๆลง และหันไปข้างๆเจอ “พี่เขียด” (ไม่แน่ใจว่าเรียกเขียดหรือเปล่า แต่มันไม่ใช่กบแน่) คุณเอ๊ย ณ สภาพถอดกางเกงไร้ทางสู้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือสะกดจิตพี่เค้า “อย่าขยับนะจ๊ะ ขอน้องปลดทุกข์เถอะ” เหมือนพี่เค้าจะเข้าใจนะก็เลยยอมอยู่นิ่งๆ แต่ชีวิตมักไม่เรียบง่ายให้สบายใจเสมอ เสร็จธุระหยิบขันตักน้ำขึ้นมา วินาทีที่เทน้ำออกจากขัน มันมีพี่เขียดกระโดดลงมา 1 ตัว หูยยย... พูดเลยยยย ช็อคมากกก สตั๊นและอึ้งทำใจไปหลายวิ และรู้ตัวเลยว่า รอบตัวมันจะต้องมีอีกเยอะ ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่ามองไม่งั้นจะหัวใจวายตายคาส้วมคงไม่ดีแน่ พอกลับหลังหันมาจะเปิดประตูออกจากส้วมเท่านั่นแหละ คุณเอ๊ยยยย...เต็ม จัดเต็มทั้งผนังมาก กลั้นในใส่เพซสี่วิ่งออกจากส้วมกันเลยทีเดียว

งานวิ่งหนึ่งเดียวที่มีแจก "ขนมครก"

เลือดสูบฉีดจากส้วมแล้วเราก็มาตั้งสติวิ่งกันต่อไป ตั้งแต่โลที่สิบ จนเข้าส้วมและออกจากส้มมานี่วิ่งได้ดีมากนะ ยิ่งใกล้จุดกลับตัวกิโลที่ 25 นี่รักษาความเร็วได้ดีมาก อะไรไม่รู้ทำให้เราบอกตัวเองว่า “วันนี้ตายเป็นตายเจ้บเป็นเจ็บ ฉันจะเอา new PB จอมบึง” คุมให้อยู่ในช่วงเพซ 7 ได้ตลอด ดูเวลาคำนวนในหัว เราต้องจบภายใน 5 ชม.นิดๆได้แน่ๆเพราะตอนนี้เราวิ่งนำ pacer 5.30 มาตลอดทางและยังวิ่งสวยงามไปจนเกือบกิโลที่ 30 และที่นี่แหละ “พี่ตะคริว” เค้ามาหาเราอีกแล้ว


วิ่งอ้วนๆ ณ กม. 40

หลังจากตะคริวเริ่มตอด ก็ทำให้ใจสั่น ยิ่งต้องลดความเร็วลง แวะคลายเส้นถี่ขึ้นจน pacer 5.30 นำไปหลายช่วงตัวยิ่งใจเสีย แดดเริ่มร้อนขึ้น ร้อยจนเผาเหมือนอุณหภูมิ 40 องศา พี่หนึ่งหนุ่มเซอร์วิสแมนสองปีซ้อนมาประกบดูแล อัดสเปรย์และปั่นอยู่ข้างๆไม่ทิ้งไปไหน และคงจะเห็นเราเริ่มดูแย่เพราไม่พูดไม่จาเลยงัดไม้ตายแนะนำเทคนิคลดความร้อนด้วยการบอกให้เอายาหม่องป้ายที่จุดชีพจร พร้อมเอายาหม่องออกมาทาข้อมือ ข้อพับ หลังหูให้ เฮ้ยย..มันเป็นเทคนิคที่เริ่ดมาก คือ เย็นสบายอารมณ์ดีขึ้นมาเลยทีเดียว ขอให้ทุกคนนำไปใช้กันมันเจ๋งจริง

ยัง ยิ้ม ได้

ตะคริวยังไม่หายไปไหนและเริ่มหนักขึ้นจน กม.ที่ 39 แวะพักและรู้สึกไม่ไหวแล้ว ก้าวขาไม่ออกแล้ว แต่ฉันจะต้องไม่ DNF เพราะมันอีกนิดเดียวเท่านั้น หันไปบอกพี่หนึ่งว่า “ไม่ไหวแล้ว จะร้องไห้แล้ว” พี่หนึ่งบอกว่า “ถ้าร้องอย่าลืมถอดแว่นกันแดดออก คนอื่นจะได้เห็น ดราม่าดี” งอแงแค้ไหนสุดท้ายก็ต้องวิ่งอยู่ดี วิ่งไปจนไล่ทัน pacer 5.45 ที่มัวแต่ถ่ายรูป เลยบกมือไหวพี่ลุงมาดว่า ขอหนูเข้าเส้นชัยก่อนนะพี่ แล้วก็เลยวิ่งเกาะเค้ามาเรื่อยๆ




โค้งสุดท้ายก่อนเข้าม.ราชชภัฎจอมบึง หายใจลึกๆบอกว่าตัวเองว่ามันจะจบแล้ว กองเชียร์ตะโกนบอกให้สู้ๆ เลยถามเค้าไปว่าอีกไกลไหม พอได้ความว่า 400 เมตร จึงตัดสินใจเร่งสปีดเพื่อสปริ๊นท์เข้าเส้นชัย ถึงเส้ยชัยด้วย pace 5 กับเวลา 5.44 ชม. 'อีกหนึ่งสนามที่น้ำตาซึม ดีใจที่จบ ดีใจที่ทำได้ดีกว่าที่คิด ดีใจ..ที่ชนะใจตัวเองได้อีกครั้ง'




จอมบึงมาราธอนเป็นสนามวิ่งที่สนุกที่สุดในประเทศไทย สนุกเพราะกองเชียร์ สนุกเพราะน้ำใจของชาวบ้าน สนุกเพราะงานนี้ไม่มีอะไรให้หงุดหงิดใจ แต่จอมบึงมาราธอนในความทรงจำของฉันกำลังจะหายไป จอมบึงมาราธอนที่เป็นงานท้องถิ่น สนุกในแบบงานเล็กๆที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกัน แต่เมื่อจอมบึงกลายเป็นงานยิ่งใหญ่ มนตร์เสน่ห์ของจอมบึงก็ค่อยๆเลือนลางไป




คงต้องทิ้งท้ายไว้เหมือนทุกครั้ง ทุกคนวิ่งมาราธอนได้ แต่ใช่ว่าทุกคนจะวิ่งมาราธอนได้ หลังจบมาราธอนสภาพร่างกายฉันปกติดีค่ะ จะมีตึงก็แค่ 2 วันแรกจากนั้นก็สบายๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะวิ่งโดยไม่ซ้อมแล้วไม่เจ็บไม่ปวดได้เหมือนฉัน แม้จะไม่ซ้อมแต่ฉันยังวิ่งอยู่เรื่อยๆและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แค่ทำเงียบๆ ไม่ไดออกสื่อเท่านั้นแหละน่า

ท้ายสุด .. มาราธอนไม่เคยง่าย โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ซ้อม ถ้าซ้อมดีเราก็จะวิ่งสนุก แต่ไม่ซ้อมก็วิ่งสนุกไปอีกแบบนะ สนุกแบบสาหัส มาราธอนเป็น “ทรมานบันเทิง” ที่แท้จริง